ถ้าหากเอ่ยถึงเพลง Smoke on the water แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักมันเป็นอย่างดี ส่วนเจ้าของบทเพลงที่ว่าก็เป็นศิลปินที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ พวกเขาถือเป็นอีก1วงที่เป็นผู้บุกเบิกดนตรีฮาร์ดร็อกให้กระจายไปทั่วโลก วงที่ผมพูดถึงอยู่นี้คือ Deep Purple
DEEP PURPLE เกิดในปี 1968 ที่เมือง HERTFORD อังกฤษ โดยริตชี แบล็กมอร์ (RITCHIE BLACKMORE) นักกีตาร์และนักร้อง ชักชวนจอน ลอร์ด (JON LORD) นักแฮมมอนด์ออร์แกน ซึ่งมีพื้นฐานเรียนด้านดนตรีคลาสสิกมาก่อนมาร่วมก่อตั้ง โดยจ้างเอียน เพซ (IAN PAICE) มือกลองจากวง THE MAZE มาช่วย ชื่อ DEEP PURPLE มาจากชื่อเพลงโปรดของคุณยายของริตชี แบล็กมอร์
เริ่มแรก DEEP PURPLE เอาดีทางเล่นเพลงคัฟเวอร์ของศิลปินคนอื่นก่อน ประสบความสำเร็จกับเพลง HUSH ของ JOE SOUTH จากอัลบั้มชุดแรก SHAPES OF DEEP PURPLE, KENTUCKY WOMAN ของนีล ไดมอนด์ จากอัลบั้มชุดสอง THE BOOK OF TALIESYN ปี 1969 ออกอัลบั้มชุดสาม ชุด DEEP PURPLE ชุดนี้ที่เพิ่มเครื่องดนตรี เครื่องสาย และเครื่องลมไม้ (WOODWIND) เพลงในอัลบั้มเจือกลิ่นอายดนตรีคลาสสิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝีมือของจอน ลอร์ด เนื่องจากวง DEEP PURPLE มีการเปลี่ยนตัวสมาชิกบ่อยครั้ง โดยเฉพาะนักร้องนำ จึงเกิดการเรียกชื่อรุ่นขึ้น ซึ่งจากสามอัลบั้มแรก มีนักร้องนำคือ ร็อด อีแวนส์ เราจะเรียกว่ารุ่น MARK 1
หลังจากออกอัลบั้ม 3 ชุด DEEP PURPLE เดินสายเปิดการแสดงในอเมริกาได้พักหนึ่ง บริษัทแผ่นเสียงอเมริกัน TETRAGRAMMATON ที่สังกัดอยู่เกิดล้มละลาย พวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับอังกฤษ ช่วงนี้ที่ร็อด อีแวนส์ นักร้องนำออกจากวง แบล็กมอร์เลยต้องมองหานักร้องคนอื่น ได้เอียน กิลแลน (IAN GILLAN) จากวง EPISODE SIX มาเป็นนักร้องนำแทน ต่อไปนี้เราจะเรียกว่า รุ่น MARK 2 (1970-1976) ซึ่งเป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดของ DEEP PURPLE ออกงานคลาสสิกร็อกมากมาย สมาชิกหลักประกอบด้วย
เอียน กิลแลน (IAN GILLAN) (นักร้องนำฮาร์โมนิกา, คองกา) (1969-1973), (1984-1989), (1992-ปัจจุบัน)
โรเจอร์ โกลเวอร์ (ROGER GLOVER) (เบส) (1969-1973), (1984-ปัจจุบัน)
เอียน เพซ (IAN PAICE) (กลอง, เพอร์คัสชั่น) (1968-1976), (1984-ปัจจุบัน)
ริตชี แบล็กมอร์ (RITCHIE BLACKMORE) (กีตาร์) (1968-1975), (1984-1993)
จอน ลอร์ด (JON LORD) (1968-1976), (1984-2001)
อัลบั้มชุดแรกที่บันทึกเสียงในห้องอัดได้แก่ชุด DEEP PURPLE IN ROCK ออกจำหน่ายในช่วงกลางปี 1970 เพลงเด่น อย่างเช่น SPEED KING, INTO THE FIRE, CHILD IN TIME รวมทั้งซิงเกิลฮิต BLACK NIGHT อัลบั้มชุดนี้ที่จุดประกายชื่อ DEEP PURPLE ดังไปทั่วยุโรป จากนั้นออกอัลบั้มชุด FIREBALL ตามมาในช่วงฤดูร้อนปี 1971 ซิงเกิล FIREBALL กับ STRANGE KIND OF WOMAN ซึ่งออกในแนวฮาร์ดร็อกนุ่มนวลกว่าเพลงในชุด IN ROCK กลายเป็นที่กล่าวขวัญ ระหว่างอยู่บนรถบัสมุ่งหน้าไปเปิดการแสดงที่เมือง PORTSMOUTH นักข่าวคนหนึ่งซึ่งนั่งมาด้วย ถามบรรดาสมาชิกว่า พวกคุณเขียนเพลงได้อย่างไร ทันใดนั้นริตชี แบล็กมอร์ หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเป็นทำนอง ขณะเดียวกัน เอียน กิลแลน ร้องออกมาเป็นคำร้องเข้ากับทำนองที่แบล็กมอร์เล่น ท้ายสุดกลายมาเป็นเพลง HIGHWAY STAR ที่บรรจุอยู่ในอัลบั้มชุด MACHINE HEAD (1972)
เดือนธันวาคม 1971 ชาวบรรดาสมาชิกเดินทางมาที่กาสิโนแห่งหนึ่งในเมืองมองเทรอส์ (MONTREUX) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตั้งใจจะใช้เป็นสถานที่บันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ MACHINE HEAD ขณะกำลังรอใช้สถานที่พักอยู่ที่โรงแรมเป็นช่วงบ่าย ช่วงที่กำลังมีคอนเสิร์ตของ FRANK ZAPPA AND THE MOTHERS OF INVENTION ทันใดนั้นมีคนจุดพลุขึ้น โดนหลังคาเก่าของตัวกาสิโน ไฟเกิดลุกไหม้ เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งอาคาร ทั้งเครื่องดนตรีของ FRANK ZAPPA วอดวายไปต่อหน้าต่อตา บรรดาสมาชิกเฝ้ามองเหตุการณ์เพลิงไม้จากโรงแรมที่พักอยู่ มาถึงตอนกลางคืนยังมองเห็นควันลอยอยู่เหนือพื้นน้ำในทะเลสาบซึ่งอยู่ติดกับกาสิโน ภาพติดตรึงตาโรเจอร์ โกลเวอร์ อยู่หลายวัน เช้าวันหนึ่งเขาละเมอออกมาจากปากว่า SMOKE ON THE WATER และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจแต่งเพลงนี้ขึ้นมาบรรจุในอัลบั้มชุด MACHINE HEAD ซึ่งใช้สถานที่บันทึกเสียงเป็นโรงแรมเก่าใกล้กับกาสิโนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เพลงอื่นที่โดดเด่นในอัลบั้ม อย่างเช่น SPACE TRUCKIN และ LAZY
ปี 1972 DEEP PURPLE เดินสายเปิดการแสดงตามเมืองต่างๆ ในอเมริกา จากนั้นเดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตในญี่ปุ่น และที่นี่เองที่บันทึกเสียงอัลบั้มการแสดงสดแผ่นคู่ชื่อ MADE IN JAPAN กลายเป็นอัลบั้มการแสดงสดประเภทเพลงร็อกที่ได้รับความนิยมสูงสุดชุดหนึ่ง ปี 1973 DEEP PURPLE ออกอัลบั้มชุด WHO DO WE THINK WE ARE ซึ่งในชุดนี้มีเพลงฮิตอย่างเช่น WOMAN FROM TOKYO ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างเอียน กิลแลน กับริตชี แบล็กมอร์ และโรเจอร์ โกลเวอร์ เริ่มปรากฏชัด หลังจากคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน 1973 เอียน กิลแลน ตัดสินใจลาออกจาก DEEP PURPLE จากนั้นไม่นานตามด้วยโรเจอร์ โกลเวอร์ นักร้องคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่เอียน กิลแลน ได้แก่ เดวิด โคเวอร์เดล (DAVID COVERDALE) มือเบสได้แก่ GLENN HUGHES สมาชิกรุ่นใหม่เรียกว่า รุ่น MARK 3 บันทึกเสียงอัลบั้มหนักไปในทางบลูส์ร็อก ชื่อชุด BURN (1974) ตามด้วยชุด STORMBRINGER (1974) เพลงเด่นจากอัลบั้ม อาทิ LADY DOUBLE DEALER THE GYPSY และ SOLDIER OF FORTUNE ขณะเดียวกัน ริตชี แบล็กมอร์ รู้สึกตัวว่าลีลาสไตล์การเล่นกีตาร์ของเขาไม่เหมาะกับสไตล์เพลงโซล เพลงฟังก์ จึงตัดสินใจออกจากวงไปฟอร์มวงใหม่ชื่อ RAINBOW ส่วนสมาชิกที่เข้ามาแทนที่ริตชี แบล็กมอร์ ได้แก่ TOMMY BOLIN ซึ่งรุ่นต่อไปนี้ใช้ชื่อรุ่น MARK 4 ระหว่างนี้ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่น มาถึงปี 1976 เดวิด โคเวอร์เดล เริ่มเบื่อหน่าย ตัดสินใจลาออก ส่วน TOMMY BOLIN กลายเป็นศิลปินติดยา เมื่อเป็นเช่นนั้น จอน ลอร์ด กับเอียน เพซ สองสมาชิกหลักไม่เห็นแววที่ DEEP PURPLE จะเดินหน้าต่อด้วยความสำเร็จ จึงตัดสินใจยุบวง
ปี 1984 บรรดาสมาชิกรุ่น MARK 2 กลับมารวมตัวกันอีกครั้งออกอัลบั้มชุด PERFECT STRANGERS (1984) และตามด้วยชุด THE HOUSE OF BLUE LIGHT (1987) ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างริตชี แบล็กมอร์ กับเอียน กิลแลน เริ่มประทุขึ้นอีกครั้ง จนในที่สุดเอียน กิลแลน ถูกให้ออกจากวง ได้ JOE LYNN TURNER ซึ่งเคยอยู่กับวง RAINBOW มาเป็นนักร้องนำแทนในปี 1989 จากนั้นออกอัลบั้มชุด SLAVES & MASTERS (1990) ซึ่งในช่วงโปรโมตอัลบั้ม DEEP PURPLE เดินสายมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเรา โดยมี JOE LYNNT TURNER เป็นนักร้องนำ อัลบั้มชุด SLAVES & MASTERS ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะบารมีของ JOE LYNN TURNER สู้เอียน กิลแลนไม่ได้ ทำให้มีการเรียกตัวเอียน กิลแลน กลับเข้า DEEP PURPLE อีกครั้ง พร้อมกับบันทึกเสียงออกอัลบั้มชุด THE BATTLE RAGES ON (1993) ช่วงระหว่างคอนเสิร์ตที่เมืองเบอร์มิงแฮมในปี 1993 ริตชี แบล็กมอร์ ประกาศตนว่าจะลาออกจาก DEEP PURPLE ทันทีที่เสร็จสิ้นจากคอนเสิร์ตในยุโรป แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น เมื่อแบล็กมอร์ตัดสินใจออกกลางคันระหว่างคอนเสิร์ตที่เมืองเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ บรรดาสมาชิกต่างเดือดร้อน โชคดีได้ JOE SATRIANI มาเล่นกีตาร์แทน จนถึงในปี 1994 ที่สตีฟมอร์ส (STEVE MORSE) อดีตสมาชิกวง DIXE DREGS เข้ามาทำหน้าที่แทน ส่วนจอน ลอร์ด มือคีย์บอร์ดตัดสินใจออกจากวงในปี 2001 ดอน แอรีย์ (DON AIRRY) ซึ่งเคยอยู่กับ RAINBOW เข้ามาแทน จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
Credit:http://www.thaipost.net/tabloid/020510/21582
On Rock Life
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
Led Zeppelin เรือเหาะมหาภัย แห่ง ยุค 70'
ถ้ากล่าวถึงวงHard Rock ในยุคบุกเบิกคงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จัก Led Zeppelin
วงดนตรี 4 คนกับเครื่องดนตรี 3 ชิ้นอีกวงหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยหนุ่มอังกฤษ 4 คน Jimmy Page มือกีตาร์ Robert Plant นักร้องนำ เป่าฮาร์โมนิก้าและเขย่าแทมโบรีน John Paul Jones มือเบสและคีย์บอร์ด และ John Bonham มือกลองและเครื่องประกอบจังหวะทุกชิ้น
Led Zeppelin ถือกำเนิดมาจากการสลายวงบลูส์-ร็อกที่ยิ่งใหญ่วงหนึ่งของเกาะอังกฤษและของโลกดนตรี Yardbirds ซึ่ง Jimmy Page เข้ามาร่วมในตำแหน่งมือเบสในปี 1966 และมือกีตาร์ในปี 1966-1968 โผล่ในอัลบั้มสุดท้าย "Little Games" เดินตามรอยมือกีตาร์รุ่นพี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 2 คน คือ Eric Clapton (1963-1965) และ Jeff Beck (1965-1966) อัลบั้มนี้ได้ John Paul Jones มาร่วมงานด้วย ซึ่งจะหวนมามีความสำคัญในอนาคต และพอถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1968 Yardbirds ก็เหลือสมาชิกแค่ 2 คนรวมทั้ง Page กับมือเบส Chris Dreja ซึ่งก็ตกเป็นหน้าที่ของ Page ที่จะต้องหานักร้องนำกับมือกลองคนใหม่ เพื่อที่จะให้วงคงอยู่ต่อไป
นักดนตรีบางคนที่เพจทาบทามมาร่วมวงแต่มาไม่ได้ เสนอชื่อ Robert Plant ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักร้องอยู่กับวงชื่อ Hobbstweedle และแค่ทดสอบเสียง Page ก็ไม่รั้งรอที่จะชวนเข้าวงในเดือนสิงหาคมพร้อมกับการออกจากวงของ Dreja ตอนนี้เองที่ Paul Jones เข้ามาเต็มตัวในตำแหน่งมือเบส และ Plant เสนอให้เพจเรียกตัว John Bonham มือกลองที่เคยร่วมงานกันมาก่อน มาร่วมงานด้วยอีกคน ถึงเดือนกันยายน Bonham ก็ตัดสินใจเข้าร่วมในชื่อวง New Yardbirds
ทั้ง 4 คนใช้เวลาบันทึกเสียงอัลบั้มประเดิมเบ็ดเสร็จ 35 ชั่วโมง ซึ่ง Jimmy Page ยืนยันจากใบเสร็จรับเงินค่าเช่าห้องบันทึกเสียง
ถึงเดือนตุลาคมเปลี่ยนชื่อวงเป็น Led Zeppelin และเซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่สำหรับดนตรีแนวบลูส์และแจ๊ซ Atlantic Records ต้นปี 1969 ก็เริ่มต้นตระเวนแสดงดนตรีในสหรัฐ เพื่อเป็นการสนับสนุนอัลบั้มปฐมฤกษ์ในชื่อเดียวกับชื่อวง ด้วยเพลงเปิดอัลบั้ม "Good Times Bad Times" และท่วงทำนองบลูส์ชนิดหนักหน่วงในแทร็คที่2 "You Shook Me" และแทร็คที่ 8 "I Can't Quit You Baby" ในเวลา 2 เดือนก็ไต่อันดับจนติดอันดับท็อปเทนในสหรัฐ และตลอดทั้งปีนั้น Led Zeppelin ก็ข้ามฟากมหาสมุทรแอ็ตแลนติกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตกลับไปกลับมาเป็นว่าเล่น ระหว่างสหรัฐกับอังกฤษ พร้อมกับการบันทึกเสียงอัลบั้มที่ 2 ในสตูดิโอตามรายทางทั่วสหรัฐ
อัลบั้ม "Led Zeppelin II" วางตลาดในเดือนตุลาคม 1969 แล้วก็กลายเป็นอัลบั้มฮิตติดอันดับในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกับอัลบั้มแรก แต่ดูน่าจะช้าไปเสียด้วยซ้ำในการใช้เวลาไต่อันดับอเมริกันชาร์ตอยู่ 2 เดือน ก่อนจะขึ้นสู่อันดับ 1 นานถึง 7 สัปดาห์ สำหรับดนตรีร็อกระดับอภิมหากาฬที่เปิดอัลบั้มด้วย "Whole Lotta Love" กับดนตรีหนักหน่วงอย่าง "Heartbreaker" ในแทร็คที่ 5 ซึ่งต่อเนื่องด้วยความกระชากกระชั้นใน "Living Loving Maid (She's Just A Woman)" ชุดนี้ไต่อันดับอเมริกันชาร์ตอยู่ 2 เดือนก็ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 นานถึง 7 สัปดาห์
จากนั้นวาระแห่งการเตลิดก็มาถึง เมื่อ Led Zeppelin กลายเป็นวงร็อกระดับโลก ปีต่อมาทั้งปี กลายเป็นการเดินสายคอนเสิร์ตข้ามชาติ ซึ่งผลด้านลบของความสำเร็จนี้คือ ความหินสุดๆสำหรับอัลบั้มชุดที่ 3 "Led Zeppelin III" ซึ่งกว่าจะเข็นออกมาได้ก็ครบปีพอดีจากอัลบั้มชุดที่ 2 ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือท่วงทำนองที่หวนคืนสู่ดนตรีพื้นถิ่นของอังกฤษ ที่ใช้เสียงอะคูสติกกีตาร์เป็นหลักเช่นในแทร็คที่ 2 "Friends" และเด่นมากในแทร็คที่ 9 "Bron Yr Aur Stomp" แม้จะเปิดอัลบั้มด้วยการแผดเสียงแหลมสูงตามแบบฉบับของแพลนท์ใน "Immigrant Song" แต่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันห่างหายไปจากดนตรีของ Led Zeppelin คือเฮฟวี่บลูส์ ในแทร็คที่ 4 "Since I've Been Loving"
ในเดือนพฤศจิกายน 1971 Led Zeppelin ก็ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 4 ในฐานะอัลบั้ม "นิรนาม" ว่ากันว่าเป็นอัลบั้มร็อกที่หลากหลายรูปแบบการนำเสนอและประสบความสำเร็จมากที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยทำกันมาในโลกดนตรี
อัลบั้มเปิดด้วยร็อกกระแทกระทั้น "Black Dog" ตามมาด้วยร็อกแอนด์โรลดิบๆ "Rock & Roll" แล้วก็เพลงพื้นถิ่นในสไตล์อะคูสติกอย่าง "The Battle of Evermore" ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์เพลงช้าของ Plant และ Led Zeppelin ชนิดไร้เทียมทาน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ประวัติดนตรีร็อกของโลกต้องจดจารึกไว้อย่างไม่อาจพลิกผันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อแทร็คที่ 4 "Stairway to Heaven" กลายเป็นเพลงที่ออกอากาศทางวิทยุมากที่สุดตลอดกาล ทั้งๆที่ไม่เคยตัดเป็นแผ่นซิงเกิล อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับจากการลงคะแนนเสียงโดยผู้อ่านนิตยสาร Guitar World ให้เป็นเพลงที่มีกีตาร์โซโลระดับสุดยอดตลอดกาลเช่นเดียวกัน
ที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่ "Led Zeppelin (IV)" ไม่เคยไต่ถึงอันดับ 1 ในสหรัฐ แต่นับจากวันแรกจำหน่ายจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2006 อัลบั้มนี้ขายในสหรัฐไปแล้ว 23 ล้านแผ่น และจะว่าไปคงเป็นการยากที่จะมีวงดนตรีหน้าไหนอีกที่จะทำอัลบั้มได้สมบูรณ์ แบบเท่านี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในแผ่นยังประกอบด้วยเพลงอะคูสติกสวยๆอย่าง "Misty Mountain Hop" และ "Going To California" อีก
ปี 1972 เป็นรายการทัวร์คอนเสิร์ตสนับสนุน 2 อัลบั้มล่าสุดอีกเช่นเคย แต่ที่ต่างออกไปคือ แทนที่รายการแสดงชนิดถี่ยิบเหมือนครั้งก่อนๆ ฝ่ายวางแผนการแสดงสดกลับเลือกจัดเฉพาะรายการใหญ่ๆเป็นหลัก แล้วทันทีที่รายการทัวร์จบลงตามแผน ทั้ง 4 หนุ่มที่กำลังเนื้อหอมสุดๆในเวทีคอนเสิร์ต ก็แวบหนีแสงสป็อตไลท์ เข้าห้องอัดเพื่ออัลบั้มชุดที่ 5 ทันที
อัลบั้ม "House of the Holy" เป็นเสมือนงานทดลองแนวทางใหม่ทางดนตรีของ Led Zeppelin อย่างต่อเนื่อง นับเป็นงานผสมผสานที่ต่างไปจากอัลบั้มอื่นๆทั้งที่มาก่อนหน้าและทั้งที่ตาม หลังอย่างแท้จริง แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความสำเร็จ (อีกแล้ว) ด้วยการทำลายสถิติทัวร์สหรัฐ หลังจากเสร็จภารกิจในปี 1973 สถิติบ๊อกซ์-ออฟฟิซของ The Beatles ก็กลายเป็นอดีตไปทันที ในจำนวนนี้รวมทั้งคอนเสิร์ตอันเป็นที่กล่าวขานมากว่า 30 ปี และคงจะถูกจดจำไปอีกแสนนานที่ Madison Square Garden ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมาภาพยนตร์ที่บันทึกไว้ก็ถูกนำไปตัดต่อ ซึ่งกว่าจะเปิดตัวต่อสาธารณชนก็อีก 3 ปีให้หลังในชื่อเดียวกับเพลงเปิดสตูดิโออัลบั้ม "The Song Remains the Same"
สำหรับเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม กลับไปปรากฏอยู่ในแทร็คที่ 4 ของแผ่นที่ 1 ในอัลบั้มถัดไป "Physical Graffiti"
Led Zeppelin ซุ่มเก็บตัวตลอดปี 1974 ไม่มีทั้งผลงานใหม่และไม่มีรายการทัวร์คอนเสิร์ตใดๆ สาเหตุสำคัญก็คือการก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงเป็นของตัวเอง ด้วยเครื่องหมายการค้า Swan Song ซึ่งนอกจากจะผลิตผลงานคุณภาพระยะหลังจากนั้นทั้งหมดของตนเองแล้ว ยังเป็นต้นสังกัดให้นักร้องและคณะดนตรีดังๆอีกด้วย เช่น Dave Edmund และ Bad Company เป็นต้น
อัลบั้มชุดที่ 6 คืองานประเดิมสำหรับบริษัทส่วนตัวใหม่หมาด วางแผงในเดือนกุมภาพันธ์ 1975 "Physical Graffiti" เป็นอัลบั้มแผ่นคู่ รวมทั้งหมด 15 เพลง ในจำนวนนี้ 8 เพลงเป็นการบันทึกสียงในปี 1974 ที่ Headley Grange ใน East Hampshire ประเทศอังกฤษ ส่วนแทร็คที่เหลือ รวบรวมจากเพลงที่บันทึกเสียงไว้จากที่อื่นๆ
ความหลากหลายยังคงเป็นจุดเด่นเช่นเคย ชุดนี้มีร็อกหนักๆอย่าง "The Rover" "The Wanton Song" "Sick Again" และ "Houses of the Holy" ซึ่งเป็นเพลงห้อยมาจากอัลบั้มชุดที่แล้วในชื่อเดียวกัน มีอะคูสติดร็อกในแบบฉบับอย่าง "Boogie With Stu" "Black Country Woman" และบัลลาดสวยๆอย่าง "Ten Years Gone"
ถึงโค้งนี้ ผลงานของ Led Zeppelin ก็ยังคงไม่พลาดในการเข้าอันดับชาร์ตเพลงทั้ง 2 ฟากมหาสมุทรแอ็ตแลนติกเช่นเคย แต่แล้วอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างการพักผ่อนในกรีซของ Plant กับภรรยา นำไปสู่การสิ้นสุดทัวร์อเมริกาในระยะเวลาอันรวดเร็วเกินคาด
Led Zeppelin กลับมารวมตัวกันทำงานอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1976 พร้อมกับเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 7 "Presence" และถึงแม้ว่าจะไต่ถึงอันดับหนึ่งทั้งในสหรัฐและอังกฤษ และขายในอเมริกาเกิน 1 ล้านแผ่น แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงการกลับไม่ฮือฮาเหมือนเคย พอๆกับเสียงตอบรับภาพยนตร์บันทึกการแสดงคอนเสิร์ต "The Song Remains the Same" ที่เปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
จะว่าไปอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงแนวทางดนตรีในอัลบั้มนี้ จากอะคูสติกบัลลาดสวยๆ และรูปแบบดนตรีที่ซับซ้อนอย่างในอัลบั้มก่อนๆ มาเป็นการสอดประสานกันดื้อๆของเสียงกีตาร์และเบสส์ แต่ Page เปิดใจในเวลาต่อมาว่า "Presence" คืออัลบั้มโปรดของเขา และเพลงเปิดอัลบั้ม "Achilles Last Stand" เป็นเพลงของ Led Zeppelin ที่เขาชอบมากที่สุด
ทางวงตัดสินใจเปิดทัวร์คอนเสิร์ตอเมริกาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 1977 แต่ผ่านไปแค่ 2 เดือนโศกนาฏกรรมก็มาเยือนครอบครัว Plant อีกครั้งหนึ่ง ลูกชายวัย 6 ขวบ Karac เสียชีวิตลงเนื่องจากติดเชื้อในช่องท้อง ทัวร์ถูกยกเลิกกะทันหัน โดยไม่มีคำอธิบายใดๆว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ อนาคตของวงกลายเป็นเรื่องพูดคุยอย่างกว้างขวางไปทั่ว วินาทีนั้นราวกับว่าจุดจบของ Led Zeppelin มาถึงแล้ว
Plant ตัดขาดจากโลกภายนอกเก็บตัวเงียบตลอดครึ่งปีหลัง 1977 จนถึงช่วงต้นปี 1978 ไม่มีสมาชิกคนใดในวงพูดถึงงานชิ้นใหม่ จนกระทั่งปลายฤดูร้อน 1978 จึงพากันยกโขยงกันไปเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ที่สตูดิโอ ABBA's Polar ในสต็อคโฮล์ม สวีเดน ปีถัดมามีรายการทัวร์ระยะสั้นในยุโรป ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฮอลแลนด์ เบลเยียม และออสเตรีย
ในเดือนสิงหาคม 1979 Led Zeppelin เปิดรายการคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 2 รอบที่ Knebworth ซึ่งถือเป็นการแสดงทิ้งทวนในอังกฤษ ใครที่ยังไม่เคยดู ขอแนะนำว่าน่าจะลองกระเสือกกระสนไปหาบันทึกการแสดงชุดนี้ในรูปแบบ VCD หรือ DVD มาดูให้จงได้...ขอบอกว่าเต็มอิ่มจริงๆ และได้คนละอารมณ์กับ "The Song Remains the Same"
ทั้งเรื่องร้ายเรื่องดีทั้งหลายทั้งปวงนั้นเอง ก็ส่งผลให้สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 8 ล่าช้าออกไปมาก กว่า "In Through the Out Door" จะวางแผงก็ปาเข้าไปเดือนกันยายน 1979 แล้ว และปรากฏการณ์ซ้ำซากก็เวียนมาอีกหน เมื่ออัลบั้มไต่ถึงอันดับ 1 ของชาร์ตทั้ง 2 ทวีป ในเดือนพฤษภาคม 1980 Led Zeppelin ก็ลงเรือข้ามฟากจากเกาะอังกฤษเพื่อการทัวร์ยุโรป...ครั้งสุดท้าย ซึ่งพอกลับมาในเดือนกันยายนก็จัดแจงเริ่มซ้อมกันที่บ้าน Page เพื่อทัวร์อเมริกา
แต่แล้วในวันที่ 25 กันยายน นั้นเอง ก็มีผู้พบศพ John Bonham นอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน จากสาเหตุการขาดอากาศเนื่องจากอาเจียนออกมาเต็มคราบ
เดือนธันวาคม 1980 มีการเปิดแถลงประกาศสลายวงอย่างเป็นทางการ เหตุผลก็คือเมื่อปราศจากบอนแฮม Led Zeppelin ก็ไม่มีวันเป็น Led Zeppelin ได้อีกต่อไป
จากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว John Paul Jones หวนคืนงานโพรดิวส์และอะเรนจ์ โดยมีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง "Zooma" ในปี 1999 Robert Plant ออกอัลบั้มเดี่ยว "Pictures at Eleven" ในปี 1984 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 1982 Jimmy Page จัดแจงเฟ้นงานที่คัดออกจากการทำอัลบั้มในอดีตมารวมชุด ใช้ชื่อ "Coda" ซึ่งถือเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายจริงๆของวง หลังจากนั้นในปี 1989 Page ก็จัดการรวบรวมเพลงทั้งหมดเข้ามา remastered ใหม่ แล้ววางตลาดในปี 1990 เป็น "box set Led Zeppelin" แผ่นชุด 4 แผ่นนี้กลายเป็นแผ่นชุดหลายแผ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล (อีกแล้วจนได้)
อีก 3 ปีต่อมาชุด 10 แผ่นก็วางตลาดโดยถือเป็นชุดสตูดิโอครบสมบูรณ์ "ที่สุด" ของ Led Zeppelin ตำนานหนึ่งในวงร็อกที่ "ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยรู้จัก".
วงดนตรี 4 คนกับเครื่องดนตรี 3 ชิ้นอีกวงหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยหนุ่มอังกฤษ 4 คน Jimmy Page มือกีตาร์ Robert Plant นักร้องนำ เป่าฮาร์โมนิก้าและเขย่าแทมโบรีน John Paul Jones มือเบสและคีย์บอร์ด และ John Bonham มือกลองและเครื่องประกอบจังหวะทุกชิ้น
Led Zeppelin ถือกำเนิดมาจากการสลายวงบลูส์-ร็อกที่ยิ่งใหญ่วงหนึ่งของเกาะอังกฤษและของโลกดนตรี Yardbirds ซึ่ง Jimmy Page เข้ามาร่วมในตำแหน่งมือเบสในปี 1966 และมือกีตาร์ในปี 1966-1968 โผล่ในอัลบั้มสุดท้าย "Little Games" เดินตามรอยมือกีตาร์รุ่นพี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 2 คน คือ Eric Clapton (1963-1965) และ Jeff Beck (1965-1966) อัลบั้มนี้ได้ John Paul Jones มาร่วมงานด้วย ซึ่งจะหวนมามีความสำคัญในอนาคต และพอถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1968 Yardbirds ก็เหลือสมาชิกแค่ 2 คนรวมทั้ง Page กับมือเบส Chris Dreja ซึ่งก็ตกเป็นหน้าที่ของ Page ที่จะต้องหานักร้องนำกับมือกลองคนใหม่ เพื่อที่จะให้วงคงอยู่ต่อไป
นักดนตรีบางคนที่เพจทาบทามมาร่วมวงแต่มาไม่ได้ เสนอชื่อ Robert Plant ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักร้องอยู่กับวงชื่อ Hobbstweedle และแค่ทดสอบเสียง Page ก็ไม่รั้งรอที่จะชวนเข้าวงในเดือนสิงหาคมพร้อมกับการออกจากวงของ Dreja ตอนนี้เองที่ Paul Jones เข้ามาเต็มตัวในตำแหน่งมือเบส และ Plant เสนอให้เพจเรียกตัว John Bonham มือกลองที่เคยร่วมงานกันมาก่อน มาร่วมงานด้วยอีกคน ถึงเดือนกันยายน Bonham ก็ตัดสินใจเข้าร่วมในชื่อวง New Yardbirds
ทั้ง 4 คนใช้เวลาบันทึกเสียงอัลบั้มประเดิมเบ็ดเสร็จ 35 ชั่วโมง ซึ่ง Jimmy Page ยืนยันจากใบเสร็จรับเงินค่าเช่าห้องบันทึกเสียง
ถึงเดือนตุลาคมเปลี่ยนชื่อวงเป็น Led Zeppelin และเซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่สำหรับดนตรีแนวบลูส์และแจ๊ซ Atlantic Records ต้นปี 1969 ก็เริ่มต้นตระเวนแสดงดนตรีในสหรัฐ เพื่อเป็นการสนับสนุนอัลบั้มปฐมฤกษ์ในชื่อเดียวกับชื่อวง ด้วยเพลงเปิดอัลบั้ม "Good Times Bad Times" และท่วงทำนองบลูส์ชนิดหนักหน่วงในแทร็คที่2 "You Shook Me" และแทร็คที่ 8 "I Can't Quit You Baby" ในเวลา 2 เดือนก็ไต่อันดับจนติดอันดับท็อปเทนในสหรัฐ และตลอดทั้งปีนั้น Led Zeppelin ก็ข้ามฟากมหาสมุทรแอ็ตแลนติกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตกลับไปกลับมาเป็นว่าเล่น ระหว่างสหรัฐกับอังกฤษ พร้อมกับการบันทึกเสียงอัลบั้มที่ 2 ในสตูดิโอตามรายทางทั่วสหรัฐ
อัลบั้ม "Led Zeppelin II" วางตลาดในเดือนตุลาคม 1969 แล้วก็กลายเป็นอัลบั้มฮิตติดอันดับในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกับอัลบั้มแรก แต่ดูน่าจะช้าไปเสียด้วยซ้ำในการใช้เวลาไต่อันดับอเมริกันชาร์ตอยู่ 2 เดือน ก่อนจะขึ้นสู่อันดับ 1 นานถึง 7 สัปดาห์ สำหรับดนตรีร็อกระดับอภิมหากาฬที่เปิดอัลบั้มด้วย "Whole Lotta Love" กับดนตรีหนักหน่วงอย่าง "Heartbreaker" ในแทร็คที่ 5 ซึ่งต่อเนื่องด้วยความกระชากกระชั้นใน "Living Loving Maid (She's Just A Woman)" ชุดนี้ไต่อันดับอเมริกันชาร์ตอยู่ 2 เดือนก็ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 นานถึง 7 สัปดาห์
จากนั้นวาระแห่งการเตลิดก็มาถึง เมื่อ Led Zeppelin กลายเป็นวงร็อกระดับโลก ปีต่อมาทั้งปี กลายเป็นการเดินสายคอนเสิร์ตข้ามชาติ ซึ่งผลด้านลบของความสำเร็จนี้คือ ความหินสุดๆสำหรับอัลบั้มชุดที่ 3 "Led Zeppelin III" ซึ่งกว่าจะเข็นออกมาได้ก็ครบปีพอดีจากอัลบั้มชุดที่ 2 ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือท่วงทำนองที่หวนคืนสู่ดนตรีพื้นถิ่นของอังกฤษ ที่ใช้เสียงอะคูสติกกีตาร์เป็นหลักเช่นในแทร็คที่ 2 "Friends" และเด่นมากในแทร็คที่ 9 "Bron Yr Aur Stomp" แม้จะเปิดอัลบั้มด้วยการแผดเสียงแหลมสูงตามแบบฉบับของแพลนท์ใน "Immigrant Song" แต่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันห่างหายไปจากดนตรีของ Led Zeppelin คือเฮฟวี่บลูส์ ในแทร็คที่ 4 "Since I've Been Loving"
ในเดือนพฤศจิกายน 1971 Led Zeppelin ก็ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 4 ในฐานะอัลบั้ม "นิรนาม" ว่ากันว่าเป็นอัลบั้มร็อกที่หลากหลายรูปแบบการนำเสนอและประสบความสำเร็จมากที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยทำกันมาในโลกดนตรี
อัลบั้มเปิดด้วยร็อกกระแทกระทั้น "Black Dog" ตามมาด้วยร็อกแอนด์โรลดิบๆ "Rock & Roll" แล้วก็เพลงพื้นถิ่นในสไตล์อะคูสติกอย่าง "The Battle of Evermore" ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์เพลงช้าของ Plant และ Led Zeppelin ชนิดไร้เทียมทาน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ประวัติดนตรีร็อกของโลกต้องจดจารึกไว้อย่างไม่อาจพลิกผันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อแทร็คที่ 4 "Stairway to Heaven" กลายเป็นเพลงที่ออกอากาศทางวิทยุมากที่สุดตลอดกาล ทั้งๆที่ไม่เคยตัดเป็นแผ่นซิงเกิล อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับจากการลงคะแนนเสียงโดยผู้อ่านนิตยสาร Guitar World ให้เป็นเพลงที่มีกีตาร์โซโลระดับสุดยอดตลอดกาลเช่นเดียวกัน
ที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่ "Led Zeppelin (IV)" ไม่เคยไต่ถึงอันดับ 1 ในสหรัฐ แต่นับจากวันแรกจำหน่ายจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2006 อัลบั้มนี้ขายในสหรัฐไปแล้ว 23 ล้านแผ่น และจะว่าไปคงเป็นการยากที่จะมีวงดนตรีหน้าไหนอีกที่จะทำอัลบั้มได้สมบูรณ์ แบบเท่านี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในแผ่นยังประกอบด้วยเพลงอะคูสติกสวยๆอย่าง "Misty Mountain Hop" และ "Going To California" อีก
ปี 1972 เป็นรายการทัวร์คอนเสิร์ตสนับสนุน 2 อัลบั้มล่าสุดอีกเช่นเคย แต่ที่ต่างออกไปคือ แทนที่รายการแสดงชนิดถี่ยิบเหมือนครั้งก่อนๆ ฝ่ายวางแผนการแสดงสดกลับเลือกจัดเฉพาะรายการใหญ่ๆเป็นหลัก แล้วทันทีที่รายการทัวร์จบลงตามแผน ทั้ง 4 หนุ่มที่กำลังเนื้อหอมสุดๆในเวทีคอนเสิร์ต ก็แวบหนีแสงสป็อตไลท์ เข้าห้องอัดเพื่ออัลบั้มชุดที่ 5 ทันที
อัลบั้ม "House of the Holy" เป็นเสมือนงานทดลองแนวทางใหม่ทางดนตรีของ Led Zeppelin อย่างต่อเนื่อง นับเป็นงานผสมผสานที่ต่างไปจากอัลบั้มอื่นๆทั้งที่มาก่อนหน้าและทั้งที่ตาม หลังอย่างแท้จริง แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความสำเร็จ (อีกแล้ว) ด้วยการทำลายสถิติทัวร์สหรัฐ หลังจากเสร็จภารกิจในปี 1973 สถิติบ๊อกซ์-ออฟฟิซของ The Beatles ก็กลายเป็นอดีตไปทันที ในจำนวนนี้รวมทั้งคอนเสิร์ตอันเป็นที่กล่าวขานมากว่า 30 ปี และคงจะถูกจดจำไปอีกแสนนานที่ Madison Square Garden ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมาภาพยนตร์ที่บันทึกไว้ก็ถูกนำไปตัดต่อ ซึ่งกว่าจะเปิดตัวต่อสาธารณชนก็อีก 3 ปีให้หลังในชื่อเดียวกับเพลงเปิดสตูดิโออัลบั้ม "The Song Remains the Same"
สำหรับเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม กลับไปปรากฏอยู่ในแทร็คที่ 4 ของแผ่นที่ 1 ในอัลบั้มถัดไป "Physical Graffiti"
Led Zeppelin ซุ่มเก็บตัวตลอดปี 1974 ไม่มีทั้งผลงานใหม่และไม่มีรายการทัวร์คอนเสิร์ตใดๆ สาเหตุสำคัญก็คือการก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงเป็นของตัวเอง ด้วยเครื่องหมายการค้า Swan Song ซึ่งนอกจากจะผลิตผลงานคุณภาพระยะหลังจากนั้นทั้งหมดของตนเองแล้ว ยังเป็นต้นสังกัดให้นักร้องและคณะดนตรีดังๆอีกด้วย เช่น Dave Edmund และ Bad Company เป็นต้น
อัลบั้มชุดที่ 6 คืองานประเดิมสำหรับบริษัทส่วนตัวใหม่หมาด วางแผงในเดือนกุมภาพันธ์ 1975 "Physical Graffiti" เป็นอัลบั้มแผ่นคู่ รวมทั้งหมด 15 เพลง ในจำนวนนี้ 8 เพลงเป็นการบันทึกสียงในปี 1974 ที่ Headley Grange ใน East Hampshire ประเทศอังกฤษ ส่วนแทร็คที่เหลือ รวบรวมจากเพลงที่บันทึกเสียงไว้จากที่อื่นๆ
ความหลากหลายยังคงเป็นจุดเด่นเช่นเคย ชุดนี้มีร็อกหนักๆอย่าง "The Rover" "The Wanton Song" "Sick Again" และ "Houses of the Holy" ซึ่งเป็นเพลงห้อยมาจากอัลบั้มชุดที่แล้วในชื่อเดียวกัน มีอะคูสติดร็อกในแบบฉบับอย่าง "Boogie With Stu" "Black Country Woman" และบัลลาดสวยๆอย่าง "Ten Years Gone"
ถึงโค้งนี้ ผลงานของ Led Zeppelin ก็ยังคงไม่พลาดในการเข้าอันดับชาร์ตเพลงทั้ง 2 ฟากมหาสมุทรแอ็ตแลนติกเช่นเคย แต่แล้วอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างการพักผ่อนในกรีซของ Plant กับภรรยา นำไปสู่การสิ้นสุดทัวร์อเมริกาในระยะเวลาอันรวดเร็วเกินคาด
Led Zeppelin กลับมารวมตัวกันทำงานอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1976 พร้อมกับเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 7 "Presence" และถึงแม้ว่าจะไต่ถึงอันดับหนึ่งทั้งในสหรัฐและอังกฤษ และขายในอเมริกาเกิน 1 ล้านแผ่น แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงการกลับไม่ฮือฮาเหมือนเคย พอๆกับเสียงตอบรับภาพยนตร์บันทึกการแสดงคอนเสิร์ต "The Song Remains the Same" ที่เปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
จะว่าไปอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงแนวทางดนตรีในอัลบั้มนี้ จากอะคูสติกบัลลาดสวยๆ และรูปแบบดนตรีที่ซับซ้อนอย่างในอัลบั้มก่อนๆ มาเป็นการสอดประสานกันดื้อๆของเสียงกีตาร์และเบสส์ แต่ Page เปิดใจในเวลาต่อมาว่า "Presence" คืออัลบั้มโปรดของเขา และเพลงเปิดอัลบั้ม "Achilles Last Stand" เป็นเพลงของ Led Zeppelin ที่เขาชอบมากที่สุด
ทางวงตัดสินใจเปิดทัวร์คอนเสิร์ตอเมริกาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 1977 แต่ผ่านไปแค่ 2 เดือนโศกนาฏกรรมก็มาเยือนครอบครัว Plant อีกครั้งหนึ่ง ลูกชายวัย 6 ขวบ Karac เสียชีวิตลงเนื่องจากติดเชื้อในช่องท้อง ทัวร์ถูกยกเลิกกะทันหัน โดยไม่มีคำอธิบายใดๆว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ อนาคตของวงกลายเป็นเรื่องพูดคุยอย่างกว้างขวางไปทั่ว วินาทีนั้นราวกับว่าจุดจบของ Led Zeppelin มาถึงแล้ว
Plant ตัดขาดจากโลกภายนอกเก็บตัวเงียบตลอดครึ่งปีหลัง 1977 จนถึงช่วงต้นปี 1978 ไม่มีสมาชิกคนใดในวงพูดถึงงานชิ้นใหม่ จนกระทั่งปลายฤดูร้อน 1978 จึงพากันยกโขยงกันไปเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ที่สตูดิโอ ABBA's Polar ในสต็อคโฮล์ม สวีเดน ปีถัดมามีรายการทัวร์ระยะสั้นในยุโรป ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฮอลแลนด์ เบลเยียม และออสเตรีย
ในเดือนสิงหาคม 1979 Led Zeppelin เปิดรายการคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 2 รอบที่ Knebworth ซึ่งถือเป็นการแสดงทิ้งทวนในอังกฤษ ใครที่ยังไม่เคยดู ขอแนะนำว่าน่าจะลองกระเสือกกระสนไปหาบันทึกการแสดงชุดนี้ในรูปแบบ VCD หรือ DVD มาดูให้จงได้...ขอบอกว่าเต็มอิ่มจริงๆ และได้คนละอารมณ์กับ "The Song Remains the Same"
ทั้งเรื่องร้ายเรื่องดีทั้งหลายทั้งปวงนั้นเอง ก็ส่งผลให้สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 8 ล่าช้าออกไปมาก กว่า "In Through the Out Door" จะวางแผงก็ปาเข้าไปเดือนกันยายน 1979 แล้ว และปรากฏการณ์ซ้ำซากก็เวียนมาอีกหน เมื่ออัลบั้มไต่ถึงอันดับ 1 ของชาร์ตทั้ง 2 ทวีป ในเดือนพฤษภาคม 1980 Led Zeppelin ก็ลงเรือข้ามฟากจากเกาะอังกฤษเพื่อการทัวร์ยุโรป...ครั้งสุดท้าย ซึ่งพอกลับมาในเดือนกันยายนก็จัดแจงเริ่มซ้อมกันที่บ้าน Page เพื่อทัวร์อเมริกา
แต่แล้วในวันที่ 25 กันยายน นั้นเอง ก็มีผู้พบศพ John Bonham นอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน จากสาเหตุการขาดอากาศเนื่องจากอาเจียนออกมาเต็มคราบ
เดือนธันวาคม 1980 มีการเปิดแถลงประกาศสลายวงอย่างเป็นทางการ เหตุผลก็คือเมื่อปราศจากบอนแฮม Led Zeppelin ก็ไม่มีวันเป็น Led Zeppelin ได้อีกต่อไป
จากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว John Paul Jones หวนคืนงานโพรดิวส์และอะเรนจ์ โดยมีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง "Zooma" ในปี 1999 Robert Plant ออกอัลบั้มเดี่ยว "Pictures at Eleven" ในปี 1984 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 1982 Jimmy Page จัดแจงเฟ้นงานที่คัดออกจากการทำอัลบั้มในอดีตมารวมชุด ใช้ชื่อ "Coda" ซึ่งถือเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายจริงๆของวง หลังจากนั้นในปี 1989 Page ก็จัดการรวบรวมเพลงทั้งหมดเข้ามา remastered ใหม่ แล้ววางตลาดในปี 1990 เป็น "box set Led Zeppelin" แผ่นชุด 4 แผ่นนี้กลายเป็นแผ่นชุดหลายแผ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล (อีกแล้วจนได้)
อีก 3 ปีต่อมาชุด 10 แผ่นก็วางตลาดโดยถือเป็นชุดสตูดิโอครบสมบูรณ์ "ที่สุด" ของ Led Zeppelin ตำนานหนึ่งในวงร็อกที่ "ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยรู้จัก".
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
Led Zeppelin - Stairway to heaven Live
Jimmy Page and the best solo!
Ps. If I have a chance I will share great Rock band for everyone!
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)